เทคนิคการเดาข้อสอบ อังกฤษ

ทริคการทำข้อสอบ

เทคนิคการเดาข้อสอบ อังกฤษ

เมื่อเพื่อนๆอ่านบทความนี้จบ จะทำให้มีทักษะในการเดาข้อสอบภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นมาก หวังว่าทักษะเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ทุกคนในการทำข้อสอบ

ข้อที่ 1. ใน 4 choice ถ้ามีข้อที่มี คำ ปฏิเสธ อยู่ 1ข้อ ข้อนั้นมักผิด (ตัดออกไปก่อน)
เช่น hardly,not,dis,un,etc.

ข้อที่ 2. ข้อความที่สั้นน่าเกลียดมากๆ มักผิด เช่น
1. ~~~~~~~~~~~~~~~~~
2.~~~~~~~~~~~~~~~
3.~~~~~~~~~~~~~~~~~~
4.~~~~~~
ข้อ 4 แนวโน้มผิดสูง ระวังไว้ก่อน

ข้อที่ 3. ข้อที่มีคำที่ ความหมายค่อนข้างบีบ มักผิด
เช่น
only,absolutely,completely,every,very,much,all,whole,entire,now,at
once,first,etc.

ข้อที่ 4. ข้อที่มีข้อความซ้ำกับเนื้อเรื่องหรือโจทย์มากๆมักผิด(ในDialogs
มักเป็นคำที่ใช้พูดมาแล้วก่อนหน้านี้)
เนื้อเรื่อง:  ~~~~~~~~XXXXXXX~~~~~~~
กรณีไม่แน่ใจ choice 1 กับ 3
1.~~~~XX~~~~~~~~
3..~~~~XXXXXX~~~~
ตอบข้อ 1 ดีกว่า เพราะปกติคนเราไม่ชอบใช้คำซ้ำ
กรณีคนคุยกัน Dialogs Test
A: XXXX
B: YYYYY
A: ____(1.)___
ข้อความที่ A ควรตอบ สมมติแปลไม่รู้เรื่อง แต่สังเกตดู ข้อ1
มีข้อความซ้ำที่เคยพูดมาแล้ว
1.XXXX
2. ZZZZ
ควรตอบข้อ 2 เพราะ XXXX พูดไปแล้วไม่น่าพูดซ้ำอีก

ข้อที่ 5. ข้อความที่ตามหลังpreposition หรือ conjunction ใดๆ
ที่ไม่ใช่ and,but,or,not only…but (also)… มักเป็นข้อผิด เช่น เจอ choices
1.XXXXXXX
2.YYYYYY
แล้วในเนื้อเรื่องมีข้อความ  ~~~~~~~but XXXXXX ~~~~~~~~because YYYYY~~~~~~~~
ควรตอบข้อ 1 เพราะเป็นข้อความที่อยู่หลัง conj. but

ข้อที่ 6. choice พวกนี้มักผิด คนออกจะหลอกให้เรางง
+ and –
– and +
+ but  –
– but +
(ข้างหน้าดี แต่ ข้างหลังแย่ หรือ หน้าแย่ แต่หลังดี)

ข้อที่ 7. ใน 4 choice ถ้ามีขั้นกว่าหรือขั้นสูงสุดอยู่ข้อเดียว ข้อนั้นมักผิด

ข้อที่ 8. active voice มักถูกมากกว่า passive voice
เช่น 1.she called him. 2.she was scolded.
ควรตอบข้อ 1

ข้อที่ 9. ยาวกว่ามักถูก (กรณีเหลือ 2 choice ที่ไม่แน่ใจ)
1.~~~~~~~~~~~~~
2.~~~~~~~~~~~~~~
ควรตอบ 2

ข้อที่ 10. น้ำหนักข้อถูก ในข้อสอบ แบบ ตอนเดียว เรียงดังนี้ 3>2>4>1
ใช้ในกรณีไม่สามารถตัดchoiceโดยใช้หลักที่กล่าวมาข้างต้นได้
ประมาณว่า ไม่มีอะไรจะเสีย อย่างน้อยก็ขอเดาแบบมีหลักการสักนิดเถอะ…
ปล.ควรใช้การตัดchoiceตามลำดับตั้งแต่ข้อแรกลงมา ไม่ควรใช้หลักข้อสุดท้ายก่อนเลย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.skillsfortests.com/

บอกต่อเพื่อน


แสดงความคิดเห็น